"> การแต่งงาน สมัยกรุงศรีอยุธยา | aisia.net

การแต่งงาน สมัยกรุงศรีอยุธยา

ในหัวข้อที่แล้วเราได้พูดถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือสมัยก่อนที่มีพอมาเป็นตัวกลางหรือหรือแม้เหลือผู้ที่คอยเลี้ยงดูหรืออุปถัมภ์เป็นผู้คอยชี้นำตอนนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องการแต่งงานในสมัยก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไรสิ่งไหนที่รับได้สิ่งไหนที่รับไม่ได้และประเพณีจริงๆนั้นเป็นอย่างไรทำไมคนไทยถึงยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติมานาน

หลังจากที่ฝ่ายชายได้สู่ขอและประพฤติตามหลักจารีตแล้ว และ ฝ่ายหญิงได้ตกลงเจรจาที่จะแต่งงานด้วยแล้ว ฝ่ายชายจะเริ่มไปมาหาสู่ฝ่ายหญิงด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นสามครั้งโดยหากเป็นชนชั้นทาสหรือไพรแล้วหรือคนสามัญจะเอาหมากพลูและผลไม้เป็นของกำนัลไม่มีของมีค่าไปมากกว่านั้นแต่หากเป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือเป็นเศรษฐีหรือผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยก็ต้องนำทรัพย์สินที่มีค่าไปเป็นของกำนัลโดยการไปเยี่ยมทั้งสามครั้งหรือไปพบฝ่ายหญิงทั้งสามครั้งนั้นพ่อและแม่หรือบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายจะต้องมาประชุมและอยู่พร้อมหน้ากันที่บ้านฝ่ายหญิงเพื่อช่วยกันนับสินสอดหรือเงินทองที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะให้ระหว่างกันโดยให้วงศาคณาญาติที่ได้มาร่วมงานนั้นเข้ามาเป็นสักขีพยานหรือก็คือให้ญาติของแต่ละฝ่ายนั้นเข้ามาเป็นพยานเรื่องสินสอดและจะได้มีโอกาสมอบของขวัญให้แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวในเวลาเดียวกันอีกด้วยและเมื่อการนับสมบัติหรือสินสอดนั้นสิ้นสุดลงก็ยังต้องมีพิธีกรรมถัดจากนั้นอีกสองถึงสามวันแล้วหลังจากนั้นจะนิมนต์พระสงฆ์มาที่เรือนหอของคู่บ่าวสาวเพื่อพรมน้ำมนต์และสวดอวยพรอย่างน้อยสามบทจึงเป็นการเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานในสมัยนั้น

การเฉลิมฉลองหลังแต่งงานนั้นจะมีการจัดเลี้ยงแล้วแต่ตามสถานะความร่ำรวยคล้ายกับที่เราเห็นในปัจจุบันก็คือกินเลี้ยงงานแต่งแต่สถานที่จัดงานจะไม่ได้จัดในห้องเลี้ยงตามโรงแรมเหมือนในปัจจุบันส่วนมากจะจัดขึ้นที่บ้านเจ้าสาวให้เจ้าบ่าวทำหน้าที่ปลูกโรงการแสดงโดยการจ้างมหรสพเล่นละครหนังหรือสิ่งที่ผู้คนในสมัยนั้นนิยมและเจ้าบ่าวจะต้องเป็นผู้รับหน้าที่รับผิดชอบทุกอย่างซึ่งทุนทรัพย์ในการดำเนินการทั้งหมดนั้นเจ้าบ่าวจะต้องเป็นผู้ออกเองซึ่งต่างกับปัจจุบันมากที่อาจมีการแบ่งครึ่งกันและบางส่วนอาจจะถูกตัดทอนลงไปอย่างเช่นการจ้างมหรสพหรือถ้าเป็นสมัยนี้ก็อาจจะเป็นการจ้างวงดนตรีหรือตลกในสมัยนี้นั้นอาจจะไม่ต้องจำเป็นต้องจ้างก็ได้เพียงแค่เลี้ยงฉลองกันในหมู่เพื่อนฝูงหรือเพียงแค่ญาติหรือคนรู้จักเท่านั้นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเพราะในสมัยนี้ทุกคนก็รู้ว่าสุดท้ายแล้วเงินที่ได้มานั้นก็ต้องนำไปใช้ในชีวิตคู่ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองเสียเปล่า

บทความล่าสุด