"> ยุคมืด ประวัติศาสตร์ด้านมืดของยุโรปที่ยาวนาน | aisia.net
ประวัติศาสตร์

ยุคมืด ประวัติศาสตร์ด้านมืดของยุโรปที่ยาวนาน

by admin
59 views

ชนชาติยุโรปนับเป็นชนชาติโบราณเก่าแก่ของโลก โดยเชื่อกันว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือราว ๆ 7000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งช่วงเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ทำให้ชนชาติยุโรปผ่านทั้งเรื่องดีและร้ายต่าง ๆ มากมาย นักประวัติศาสตร์โดยมากจะแข่งประวัติศาสตร์ของยุโรปออกเป็นช่วง ๆ เรียกว่ายุคเก่า ยุคกลาง และยุคใหม่ ซึ่งยุคกลางนั้นถือเป็นช่วงรอยต่อที่ยาวนาน นำพาให้ยุโรปเข้าสู่ช่วงที่มืดมนหรือที่เรียกว่า ยุคมืด นั่นเอง

ช่วง ยุคมืด นั้นเริ่มนับตั้งแต่คริสตวรรษที่ 4 – 15 หรือเริ่มตั้งแต่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากและครองภูมิภาคในประเทศยุโรปมาอย่างยาวนาน เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายก็นำพาให้ยุโรปเข้าสู่ภาวะที่เสื่อมถอย เกิดความสั่นคลองทั้งทางด้านศาสนา ความเชื่อ เกิดความแตกแยกเขตปกครองออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ สถานะความมั่นคงทางการเงินของยุโรปเกิดความสั่นคลอน ความเสื่อมถอยต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้ยุโรปอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่จนถูกเรียกขานว่า ยุคมืด นั่นเอง

อย่างไรก็ตามในช่วงแห่งความมืดมนนี้ก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่ส่งผลต่อประวัติศาสตร์ และรากฐานของยุโรปตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. การเกิดระบบฟิวดัล (Feudalism) เป็นระบบการปกครองด้วยขุนนาง หรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ กล่าวคือกษัตริย์จะแบ่งพื้นที่ปกครองให้กับขุนนางที่ทำงานให้ ทรัพยากร และประชากรที่อยู่ภายในพื้นที่นั้น ๆ จะตกเป็นของขุนนางที่รับใช้กษัตริย์โดยทันที และกรรมสิทธิ์ดังกล่าวยังสามารถสืบทอดตามสายโลหิตได้อีกด้วย ซึ่งเป็นระบบการปกครองที่ถูกนำไปใช้ตามภูมิภาคส่วนอื่น ๆ ของโลกอีกด้วย
  2. อิทธิพลของศาสนจักร ในช่วงการเกิด ยุคมืด นั้น จิตใจของผู้คนในยุโรปส่วนใหญาถูกสั่นด้านความเชื่อเป็นอย่างมาก เกิดความเชื่อด้านไสยศาสตร์ และการล่าแม่มดขึ้นมามากมาย คริสต์ศาสนาจึงได้เข้ามาแทรกซึมและเฟื่องฟูมาก ส่งผลให้อำนาจของพระสัตประปา หรือคริสตจักรรุ่งเรืองมาก สามารถกำหนดนโยบายการปกครอง หรือแนวทางทางการเมืองของประเทศในภูมิภาคยุโรปได้เลยทีเดียว เพราะหากใครต่อต้านคนผู้นั้นก็จะถือว่าไม่มีศาสนา เพราะถูกพระสันตะประปาขับออกจากศาสนตักรนั่นเอง
  3. สงครามครูเสด เป็นสงครามใหญ่ที่ยาวนานมากของยุโรป เพราะกินระยะเวลายาวนานกว่า 200 ปี โดยมีเมืองเยรูซาเลม เมืองศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาคริสต์และอิสลามเป็นเดิมพัน กษัตริย์ของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปต่างมีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี เพราะเชื่อว่าหากสามารถยึดดินแดนนี้มาจากพวกอิสลามได้สำเร็จ พวกเข้าก็จะถือว่าได้รับใช้พระเจ้าอย่างสูงที่สุดแล้ว ซึ่งย่อมส่งผลต่อการขึ้นสวรรค์ของเหล่ากษัตริย์อย่างแน่นอน

จึงอาจกล่าวได้ว่ ยุคมืด คือยุคที่มืดมนที่สุดของยุโรป แต่ก็เป็นยุคที่ทำให้ยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ มากมาย เกิดรูปแบบการปกครองที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ศาสตนาคริสต์กลายเป็นศาสนาสำคัญของภูมิภาคนี้ และเมื่อพวกยุโรปสามารถฟื้นฟูการปกครองและสถานะทางการเงินจนเป็นปึกแผ่นได้แล้ว ก็ได้ก่อเกิดการฟื้นฟูด้านวิทยาการต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย เกิดศาสนสถานที่สำคัญและมีความสวยงาม รวมถึงศิลปกรรม วรรณกรรมที่มีความโดดเด่นของศิลปินอย่างไมเคิล แองเจโล และลีโอนาร์โด ดาวินซี อีกด้วย

 

บทความล่าสุด