"> จุดกำเนิดความไม่สงบในดินแดนอัฟกานิสถาน | aisia.net
จุดกำเนิดความไม่สงบในดินแดนอัฟกานิสถาน

จุดกำเนิดความไม่สงบในดินแดนอัฟกานิสถาน

by admin
121 views

จุดกำเนิดความไม่สงบในดินแดนอัฟกานิสถาน

สถานการณ์วุ่นวายในประเทศ อัฟกานิสถาน จากการเข้ายึดประเทศของกลุ่มตาลีบัน และการถอนกองกำลังของประทศสหรัฐอเมริกาที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก แต่เดิมประเทศนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อไร ประเทศนี้เคยสัมผัสความสงบสุขมาก่อนหรือไม่ ก็ต้องเท้าความไปยังอดีตว่าประเทศ อัฟกานิสถาน เคยปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ กษัตริย์ในอดีตมีนโยบายค่อนข้างโหดเหี้ยมและเข้มงวดกับประชาชนมาก โดยเน้นหลักของมุสลิมที่ต้องเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาเสมอ ผู้ใดจะคิดเป็นอื่นไม่ได้ แต่หลังการขึ้นครองราชย์ของ กษัตริย์นาม Amanullah Khan (อมานุลเลาะห์ คาน) ซึ่งเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ Barakzai ที่ครองราชย์ระหว่างปี 1919 ถึงปี 1926 ที่แม้จะประกาศตัวเป็นมุสลิม แต่พระองค์ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศเสียใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงให้โรงเรียนอนุญาตให้เด็กผู้หญิงสามารถเข้าเรียนได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับชาวอัฟกัน พระองค์สนับสนุนให้ผู้ชายมีภรรยาเพียงคนเดียว ซึ่งต่างจากธรรมเนียมเดิม พระองค์นำความคิดสมัยใหม่จากชาติตะวันตกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการร่างกฎหมายแทนการใช้หลักศาสนา การแต่งกายแบบตะวันตก การวางตัวระหว่างเพศชายและเพศหญิงที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ถือเป็นการปฏิรูปที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิดกระแสการต่อต้านขึ้นมาในสังคม

นอกจากนี้พระองค์ยังท้าทายอำนาจของอังกฤษด้วยการเปิดสถานทูตอัฟกานิสถานตามประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป ซึ่งเป็นการหักกับข้อตกลงเดิมที่ทำไว้กับอังกฤษว่าอังกฤษจะเป็นผู้ดูแลนโยบายต่างประเทศทั้งหมดของอัฟกานิสถาน เท่ากับว่าพระองค์ได้สร้างศัตรูขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยฟางเส้นสุดท้ายที่นำมาซึ่งการสิ้นสุดอำนาจคือการที่พระองค์เสด็จประพาสยุโรปพร้อมราชินีนาม Queen Soraya Tarzi (โซรายา ทาร์ซี) แน่นอนว่าทั้งคู่ได้รับการต้อนรับจากมิตรประเทศเป็นอย่างดี ทว่าการที่พระองค์อนุญาตให้องค์ราชินีสวมชุดราตรีแบบตะวันตก ซึ่งเป็นการเปิดเผยเนื้อตัวอย่างยากที่ประชากรส่วนมากใน อัฟกานิสถาน จะยอมรับได้ ฝ่ายต่อต้านพระองค์ได้ถือว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องเสื่อมเสียจนไม่สามารถจะยอมรับให้พระองค์มาเป็นผู้นำประเทศของพวกเขาอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จกลับจากยุโรป ประชาชนก็ได้ออกมาต่อต้านการปฏิรูปต่าง ๆ ของพระองค์อย่างรุนแรง กลุ่มต่อต้านที่นำโดย Amir Habibullah (อาเมียร์ ฮาบิบูลเลาะห์) ชาวทาจิกที่เป็นลูกชายของคนหาบน้ำ ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีฐานะทางสังคมต่ำที่สุดที่ยกทัพเข้ามายึดปราสาทและขับไล่อมานุลเลาะห์ออกนอกประเทศ เขาได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ ซึ่งถือเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ ไม่ใช่ชาวพาชตุน แต่ปกครองได้ไม่กี่เดือนก็ถูกเครือญาติของอมานุลเลาะห์กำจัด

ราชวงศ์ Barakzai ได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง และได้ก้าวเข้าสู่‘ยุคทองจากการปกครองของ  Mohammed Zahir Shah (โมฮัมหมัด ซาเฮีย ชาร์) ที่ปกครอง อัฟกานิสถาน ได้นานถึง 40 ปี ตั้งแต่ปี 1933 ถึงปี 1973 พระองค์ได้สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศได้เป็นครั้งแรก จากเดิมที่มีแต่การแก่งแย่งชิงราชสมบัติกันซ้ำไปซ้ำมา ในยุคนี้ได้มีการจัดสรรอำนาจการปกครองให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีในที่สุดอำนาจการปกครองที่แท้จริงได้ตกเป็นของ Mohammed Daoud Khan (โมฮัมหมัด ดาอูด คาน) ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของซาเฮียชาร์ และหลังจากที่ซาเฮียชาร์ปกครองประเทศได้ 40 ปี ในปี 1973 ดาอูด คานได้เข้ายึดอำนาจด้วยการรัฐประหาร ซึ่งทำโดยไม่มีการนองเลือด เพราะเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจระหว่างเครือญาติ ดาอูดคานได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ อัฟกานิสถาน ถือเป็นการยุติระบอบกษัตริย์

ช่วงระยะ 50 ปีต่อมาอัฟกานิสถานได้เกิดการพัฒนาขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง ถือเป็นยุคที่มีความสงบสุขเป็นอย่างมาก มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเยือนมากมาย แม้ว่าประเทศจะปกครองภายใต้การนำของดาอูดคาน และตระกูล Barakzai ในฐานะเผด็จการก็ตาม อย่างไรก็ตามความสงบสุขดังกล่าวได้สิ้นสุดลง เมื่อดาอูดคานและครอบครัว ถูกลอบสังหารโดยกลุ่มกบฎที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียเมื่อวันที่ 28 เมษายน 1978 ซึ่งหลังจากยึดอำนาจได้นำประเทศเข้าสู่ระบบสังคมนิยม และเปลี่ยนชื่อประเทศจากสาธารณรัฐอัฟกานิสถาน เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยอัฟกานิสถาน แต่หลังจากนั้นเพียง 1 ปีโซเวียตและ อัฟกานิสถาน ก็ได้ทำสงครามระหว่างกัน

และนี่เองคือจุดเริ่มต้นการเข้ามามีบทบาทของกลุ่มมุญาฮิดีน ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบิน ลาดินและชาวมุสลิม เพราะไม่ต้องการให้คนต่างศาสนาเข้ามายึดครอง อัฟกานิสถาน สหรัฐในขณะนั้นถือว่าการรุกรานของโซเวียตเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็น จึงได้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มมุญาฮิดีนในการต่อสู้กับโซเวียตจนถอนตัวออกไปในปี 1989 รัฐบาลสังคมนิยมของ โมฮัมเหม็ด นาจิบุลลอห์ ถูกกลุ่มมุญาฮิดีนกวาดล้าง แต่ภายในกลุ่มมุญาฮิดีนกลับไม่สามารถตกลงกันได้ จึงเกิดความวุ่นวายแย่งชิงอำนาจกันตามมา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มตาลีบันด้วย ภายหลังเมื่อสงคราม อัฟกานิสถาน สิ้นสุดลง บิน ลาดินได้เดินทางกลับไปซาอุดีอาระเบียเนื่องจากเกิดการรุกรานคูเวตของอิรักใน พ.ศ. 2533 บิน ลาดินได้เสนอให้ซาอุดีอาระเบียปกป้องตนเองจากการรุกรานของอิรัก แต่ทางซาอุดีอาระเบียเลือกจะรับการสนับสนุนจากสหรัฐแทน บิน ลาดินจึงไม่พอใจ และเกิดความขัดแย้งกับอเมริกา

แต่หลังจากการเข้าโจมตีในวินาศกรรม 911 สหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังพลไปลอบสังหารบิน ลาดิน และยกทัพเข้ามายึด อัฟกานิสถาน ยาวนานเกือบ 20 ปี จนในที่สุดกลุ่มตาลีบันก็สามารถกลับมามีอำนาจและยึดประเทศคืนจากสหรัฐอเมริการได้สำเร็จในปัจจุบัน

 

 

บทความล่าสุด