"> จอห์น วอชิงตัน ผู้กอบกู้เอกราชและวางรากฐานความเป็นประชาธิปไตยให้ประเทศสหรัฐอเมริกา | aisia.net
จอห์น วอชิงตัน ผู้กอบกู้เอกราชและวางรากฐา

จอห์น วอชิงตัน ผู้กอบกู้เอกราชและวางรากฐานความเป็นประชาธิปไตยให้ประเทศสหรัฐอเมริกา

by admin
116 views

จอห์น วอชิงตัน ผู้กอบกู้เอกราชและวางรากฐานความเป็นประชาธิปไตยให้ประเทศสหรัฐอเมริกา

จอห์น วอชิงตัน คือประธานาธิบดีคนแรกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับเป็นช่วงก่อร่างสร้างชาติที่มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยของประเทศสหรัฐอเมริกาอีกมาก ซึ่งนอกเหนือจากความสามารถในการปกครองแล้ววอชิงตันยังมีผลงานโดดเด่นทางด้านการทหาร ถือเป็นบุคคลสำคัญที่นำพาประเทศสหรัฐเข้าสู่อิสรภาพหลังจากถูกปกครองด้วยราชอณาจักรอังกฤษมาเป็นเวลานาน
ด้วยผลงานอันโดดเด่นดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงทำให้ชีวประวัติของ จอห์น วอชิงตัน มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก วอชิงตันเป็นบุตรของเจ้าของฟาร์มที่มีฐานะค่อนข้างดีในรัฐเวอร์จิเนีย เขาขึ้นชื่อเรื่องความเป็นคนซื่อตรงมาก มีตำนานเกี่ยวกับความซื่อตรงของวอชิงตันในวัยเด็กว่าเขาได้เล่นซุกซนในฟาร์มของพ่อตามประสาเด็กชาย และได้พลาดใช้ขวานฟันต้นแอปเปิ้ลของพ่อถึงกับโค่นล้มลงมา แต่ด้วยความเถรตรงของเขา วอชิงตันได้เข้าไปสารภาพตรง ๆ กับบิดาด้วยตนเองเสียเลย
ช่วงชีวิตเป็นวัยรุ่นวอชิงตันได้มีโอกาสใกล้ชิดกับขุนนางผู้มีอำนาจจากอังกฤษอย่างวิลเลมส์ แฟรแฟรกซ์ผ่านการสมรสของพี่ชาย และทำให้เขาได้รับมอบหมายงานชิ้นแรกในชีวิตคือช่างสำรวตรังวัดที่ดินในขณะที่เขามีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อ จอห์น วอชิงตัน ในเวลาต่อมาเป็นอย่างมาก ในเวลาต่อมาวอชิงตันได้มีโอกาสเข้าทำงานในกองทัพในตำแหน่งธุรการเมื่อมีอายุได้ 20 ปี ซึ่งอีก 1 ปีต่อมาเขาก็ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในการยื่นคำขาดให้กับฝ่ายประเทศฝรั่งเศสเรื่องสิทธิครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งของโอไฮโอ แต่ในการรบพุ่งเพื่อแย่งชิงดินแดน วอชิงตันกลับประสบกับความพ่ายแพ้ แต่ภายหลังเขาก็ได้กลับมายึดครองดินแดนดังกล่าวคืนมาได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากนั้นเขาได้พักงานในกองทัพและกลับไปเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่บ้านเกิดนานถึง 16 ปี
อย่างไรก็ดีในระหว่างที่อยู่ในกองทัพ จอห์น วอชิงตัน ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างทหารในอณานิคมกับทหารที่มาจากประเทศอังกฤษ และนี้อาจเป็นสาเหตุให้เขากลับไปพัฒนางานไร่ที่บ้านเกิดแทน วอชิงตันสมรสกับ มาร์ธา แดนดริดจ์ คัสทิส เมื่อมีอายุได้ 27 ปี โดยบ้านของมาร์ธานั้นมีชื่อว่า White house ที่ได้กลายเป็นชื่อเรียกของที่พักาอศัยของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในภายหลัง
เมื่อ จอห์น วอชิงตัน พบเห็นความเอารัดเอาเปรียบของอังกฤษที่มีต่อประเทศอณานิคมในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่ออังกฤษออกพระราชบัญญัติการทูตแบบบีบบังคับเมื่อปี ค.ศ. 1774 ทำให้วอชิงตันเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานประชุมร่วมกับฝ่ายอังกฤษเพื่อหาข้อยุติในข้อพิพาทนี้ เกิดเป็นข้อตกลงแฟร์แฟ็กซ์ที่แสดงออกถึงความต้องการของชาติอณานิคม อย่างไรก็ดีการเจรจานี้ไม่ได้ให้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจนัก วอชิงตันจึงตัดสินใจเข้าร่วมให้เกิดการประกาศอิสรภาพจากประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1775 โดยวอชิงตันรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพควบคุมการสู้รบที่เคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเขาได้แสดงฝีมือในการรบพุ่งด้วยการยึดคืนดินแดนจากอังกฤษได้อย่างรุกคืบจนแม้แต่หนังสือพิมพ์ของอังกฤษเองยังอดกล่าวชื่นชมวีรกรรมของวอชิงตันไม่ได้ เพราะในช่วงที่ทำสงครามนี้วอชิงตันได้ทำหน้าที่ของทหารอย่างเต็มที่ ไม่มีการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองอีก
การรบเพื่ออิสรภาพในครั้งนี้ดำเนินเป็นระยะเวลานานกว่า 5 ปีจึงประสบความสำเร็จ ซึ่งแม้ว่าอังกฤษจะยอมพ่ายแพ้แล้ว แต่ก็ยังมีความวุ่นวายในด้านการปกครองอีกหลายครั้ง ทั้งกรณีการขอขึ้นเงินเดือนของฝ่ายทหารกับสภา ร่วมถึงการร่างรูปแบบการปกครองใหม่ รวมถึงมาตราทางกฎหมายอีกหลายข้อ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าววอชิงตันไม่ขอมีอำนาจใด ๆ ทางสภาเลย แต่ถือว่าตนเองเป็นเพียงทหารที่เกษียณจากกองทัพแล้วเท่านั้น
แต่ด้วยชื่อเสียงและประสบการณ์ของเขาก็ทำให้ทางสภาตัดสินใจเลือก จอห์น วอชิงตัน ให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกาในปีค.ศ. 1789 และเนื่องจากเป็นช่วงแห่งการวางรากฐานทางประชาธิปไตย วอชิงตันจึงดำรงตำแหน่งนี้อย่างระมัดระวังมาก แม้ว่าจะมีคนบางกลุ่มอยากสนับสนุนให้เขาขึ้นเป็นกษัตริย์ก็ตาม และเมื่อวอชิงตันปฏิเสธที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ประเทศสหรัฐก็เกิดธรรมเนียมที่ประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 สมัยเท่านั้นสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

บทความล่าสุด