"> การปฏิวัติวัฒนธรรมส่งผลกระทบต่อชาวจีนอย่างไร | aisia.net
ปฏิวัติวัฒนธรรมส่งผลกระทบต่อชาวจีนอย่าง

การปฏิวัติวัฒนธรรมส่งผลกระทบต่อชาวจีนอย่างไร

by admin
80 views

การปฏิวัติวัฒนธรรมส่งผลกระทบต่อชาวจีนอย่างไร

การปฏิวัติวัฒนธรรม คือนโยบายที่ประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุงนำมาใช้ ถือเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ของชนชั้นกรรมาชีพ (The Great Proletarian Cultural Revolution หรือ The Cultural Revolution ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความวุ่นวายให้กับสังคมชาวจีนอย่างกว้างขวาง เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1966 – 1976 เพื่อต่อต้านและกวาดล้างศัตรูทางการเมืองของเหมาเจ๋อตุง ทั้งศัตรูจากนายทุนและผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง ศัตรูจากภายในพรรครัฐบาล โดยมีขบวนการพิทักษ์แดง (The Red Guards) เป็นกำลังสำคัญ

ที่มาของ การปฏิวัติทางวัฒนธรรม หลังจากก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (การปกครองจีนโดยพรรคคอมมิวนิสต์)ได้ จีนเริ่มต้องการการพัฒนาแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เพื่อเร่งพัฒนาประเทศให้ทันกับรัสเซีย และชาติจักรวรรดินิยมอื่น ๆ ที่จีนเคยพ่ายแพ้มาก่อนในอดีต โดยมีสิ่งที่เหมาเจ๋อตงให้ความสำคัญ คือ การให้ความสำคัญกับการเกษตร มีการจัดระบบการทำนาแบบศูนย์รวม กล่าวคือที่ดินของเกษตรกรรายย่อยทั้งหมด จะถูกยึดและนำมารวมไว้เป็นของรัฐ เมื่อได้ผลผลิตก็จะนำไปแจกจ่ายเข้ากองกลางเพื่อปันส่วนคืนให้กับประชาชนอย่างทั่ว ๆ ต่อไป ส่วนทางด้านอุตสาหกรรม ตั้งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเหล็กเป็นสำคัญ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ จีนมีลักษณะที่ตัดขากับนานาชาติ ต้องอาศัยการพึ่งพาตนเองตนเองให้มากเป็นพิเศษ ซึ่งแม้แนวคิดนี้จะดี แต่ในทางปฏิบัติกลับทำให้สำเร็จได้ยาก แค่การปลูกข้าวเพื่อนำมารวมส่วนกลางก็มีชาวนาหลายคนไม่เห็นด้วย และไม่ยอมมาทำงานในนาส่วนกลางของรัฐ ความขัดแย้งและการที่นโยบายไม่สามารถดำเนินไปได้ตามต้องการดูจะส่งผลต่อการควบคุมอำนาจของเหมาเจ๋อตุงโดยตรง ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่เหมาเจ๋อคุงไม่สามารถยอมรับได้

การปฏิวัติวัฒนธรรม เริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1966 โดยประธานาธิบดีเหมาได้ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มคนหนุ่มสาวออกมา “ถล่มกองบัญชาการ” หรือก่อกบฏขึ้นมาภายในประเทศ มีการประกาศว่า “การกบฏเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล” ทำเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองของเหมาในพรรคคอมมิวนิสต์จีน และผู้ที่เห็นต่างที่อยู่ตามโรงเรียน โรงงานและองค์กรของรัฐบาล เหมาอ้างว่ามีกลุ่มคนที่กำลังแทรกซึมภายในรัฐบาลและสังคมที่ไม่สามารถควบคุมได้ กลุ่มคนเหล่านั้นมีเป้าหมายที่จะฟื้นฟูทุนนิยมขึ้นมาแทนความเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องถูกขจัดอย่างเด็ดขาดและรุนแรง เยาวชนจีนรุ่นใหม่ตอบสนองต่อนโยบายนี้ทันที โดยตั้งกลุ่มที่เรียกว่ายุวชนแดงหรือเรดการ์ดขึ้นมาทั่วประเทศ เป็นขบวนการที่เข้าจัดการทั้งทหาร กรรมกรในเมือง และบุคลากรในพรรคคอมมิวนิสต์เอง โดยพร้อมต่อสู้แบบประจันหน้า และเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลท้องถิ่นคืนให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการปฏิวัติขึ้นในปี ค.ศ. 1967 โดยแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อจัดการกับผู้เห็นต่างเป็นส่วน ๆ และพร้อมใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

เหล่ายุวชนแดงถือคติพจน์ของเหมาเป็นดั่งพระคัมภัร์ที่ถูกรวบรวมไว้ในสมุดเล่มแดง ซึ่งเป็นดั่งคำสอนของศาสดา นักวิชาการหลายคนมองว่า การปฏิวัติทางวัฒนธรรม ของเหมามีจุดมุ่งหมายเดียวคือต้องการทวงคืนอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์กลับคืนมา เพราะในขณะนั้นมีเติ้งเสี่ยวผิง และหลิวเซ่าฉี ที่เริ่มมีบทบาทและแย่งอำนาจบริหารในพรรคคอมมิวนิสต์ไปจากเหมา แนวคิดใหม่ที่สร้างขึ้นมาก็เพื่อพุ่งเป้าไปยังเติ้งเสี่ยวผิง และหลิวเซ่าฉี โดยตรง โดยกล่าวหาว่าพวกเขาคือตัวแทนของทุนนิยม ผลคือเติ้งเสี่ยงผิงต้องหนีออกไปอยู่นอกประเทศชั่วคราว ส่วนหลิวเซ่าฉีถูกจับไปทรมานจนตาย ทว่าสิ่งที่ได้มาไม่ได้หยุดเพียงอำนาจที่กลับคืนมาของเหมาเจ๋อตงเท่านั้น แต่เป็นอารยธรรมอันรุ่งเรืองในอดีตของจีนที่ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นไปด้วย ตั้งแต่ปราสาทราชวัง วัด โบราณวัตถุ โบราณสถานต่างๆ รวมถึงหลักคำสอนโบราณ เอกสารตำราโบราณ หรือแนวคิดแบบขงจื๊อที่ต่างจากแนวคิดของเหมาได้ถูกเผาทำลายทิ้งแบบไม่เหลือซาก กลุ่มคนที่ถือเป็นครูบาอาจารย์ ปัญญาชน ศิลปิน ผู้ที่เพียงมีแนวคิดทางอนุรักษ์นิยม หรือผู้ที่ค้าขายกับชาวต่างชาติล้วนถูกทรมานและสังหาร ไม่เว้นแม้แต่พระ แนวคิดของเรดการ์ดยังทำลายโครงสร้างทางสังคมที่เล็กที่สุดอย่างครอบครัวด้วย เพราะเรดการ์ดถือว่าการทำตามความต้องการของเหมาสำคัญกว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว ดังนั้นขอเพียงเห็นต่าง แม้แต่พ่อแม่ของตัวเองก็กำจัดได้

การปฏิวัติวัฒนธรรม ดำเนินยาวนานกว่า 10 ปี (ค.ศ. 1966-1976) และบานปลายจนส่วนกลางเองก็เริ่มคุมไม่อยู่ สุดท้ายเหมาก็ตอบแทนผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อเขาอย่างเรดการ์ด ด้วยการตำหนิการใช้ความรุนแรงที่เรดการ์ดแล้วจับไปใช้แรงงานเยี่ยงทาสตามไร่นาในชนบท ใช้เวลาเพียง 6 เดือนก็สามารถจัดการพวกเรดการ์ดที่มีเกือบ 20 ล้านคนจนแทบหมดอนาคต ส่วนประธานเหมาเจ๋อตงได้ครองบัลลังก์พรรคคอมมิวนิสต์ต่อไปจนตลอดชีวิต ปล่อยให้เศษซากของโบราณสถาน และองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่จีนสร้างสมมานานกว่าพันปีสูญสลายไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่นับรวมชีวิตของประชาชนตาดำ ๆ ที่ต้องสังเวยไปเกือบแสนชีวิต ผลคือสภาพของประเทศจีนในตอนนั้น ไม่ต่างกับประเทศที่ต้องเริ่มนับศูนย์ใหม่ เมื่อเหมาเจ๋อตงจากไป เติ้งเสี่ยวผิงได้กลับเข้ามาคุมประเทศอีกครั้ง และสร้างนโยบาย “สี่ทันสมัย” เพื่อพัฒนาประเทศที่บอบช้ำให้กลับมาขับเคลื่อนความแข็งแกร่งขึ้นมาใหม่

 

 

บทความล่าสุด